การรักษาโปลิโอ

โปลิโอเป็นโรคที่ไม่วิธีรักษาให้หาย การรักษาโรคโปลิโอจึงเน้นการรักษาตามอาการและการทำกายภาพบำบัดเพื่อเร่งฟื้นฟูกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ด้วยวิธีการดังนี้

  • การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และให้การดูแลอย่างใกล้ชิด
  • การให้ยาแก้ปวด เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เพื่อบรรเทาอาการปวด
  • การใช้เครื่องช่วยหายใจแบบพกพา (Portable ventilators) เพื่อช่วยในการหายใจ
  • การประคบอุ่นเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ และอาการกล้ามเนื้อกระตุก
  • การฝึกกลืน (Swallowing exercise) โดยการบริหารกล้ามเนื้อรอบปากและลิ้น ฝึกการดื่มน้ำ การทานอาหารเหลว
  • การเข้าเฝือก (Splint) หรืออุปกรณ์ช่วยยึดลำตัวเพื่อช่วยจัดกระดูกสันหลัง และแขนขาให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
  • การทำกายภาพบำบัด (Physical therapy) เพื่อป้องกันกระดูกผิดรูป และการสูญเสียกล้ามเนื้อ

ภาวะแทรกซ้อนโรคโปลิโอ

     ภาวะแทรกซ้อนของโรคโปลิโอที่ร้ายแรงที่สุดคือการเป็นอัมพาตที่ระบบทางเดินหายใจที่ทำให้หายใจลำบาก และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ ภาวะแทรกซ้อนของโรคโปลิโออื่น ๆ ได้แก่ ผู้ป่วยกลุ่มอาการเล็กน้อย Abortive poliomyelitis และกลุ่มมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ Nonparaytic poliomyelitisอาการจะหายเป็นปกติไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงเกิดขึ้น

     ผู้ป่วยกลุ่มมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง Paralytic poliomyelitis มีโอกาสเสียชีวิตได้สูงถึง 60% ถ้าเซลล์สั่งการในก้านสมองถูกทำลายและทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการหายใจและในการไหลเวียนเลือดอ่อนแรง ผู้ป่วยจะเสียชีวิต (ตาย) จากภาวะหายใจล้มเหลวและระบบไหล เวียนเลือดล้มเหลว ในผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อต่างๆจะค่อยๆฟื้นตัวภายในเวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน โดยที่ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเล็กน้อยหลงเหลืออยู่บ้าง ผู้ป่วยที่มีอาการหลงเหลือนี้มีโอกาสเกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า “กลุ่มอาการหลังเกิดโรคโปลิโอ (Postpolio syndrome)” ได้ โดยจะเกิดขึ้นเมื่อหลายๆปีผ่านไปโดยทั่วไปประมาณ 15 – 40 ปีผ่านไป อาการของกลุ่มอาการหลังเกิดโรคโปลิโอคือ

1. อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ส่วนใหญ่จะเกิดกับกล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแรงมาก่อน บางครั้งอาจเกิดกับกล้ามเนื้อที่ไม่เคยอ่อนแรงมาก่อนได้ และจะเป็นแบบข้างซ้ายและขวาไม่สมมาตรกัน กล้ามเนื้อจะอ่อนแรงแบบค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดกล้ามเนื้อฝ่อลีบ และทำให้ข้อต่าง ๆเกิดการเสื่อมและบิดผิดรูป ซึ่งภาพที่เรามักจะคุ้นเคยว่าเป็นผู้ป่วยโรคโปลิโอคือ ขาฝ่อลีบ ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพกพิการผิดรูป เดินไม่ได้นั่นเอง โดยอาการต่างๆที่เกิดจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้แก่

  • เดินลำบากหรือเดินไม่ได้ เกิดจากกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ข้อต่างๆบิดผิดรูป หรือร่วมกับอาการปวดเจ็บกล้ามเนื้อ
  • กลืนลำบากรวมทั้งอาจมีอาการพูดลำบากร่วมด้วย
  • หายใจได้ไม่เต็มที่ เกิดจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจอ่อนแรงและฝ่อลีบ เมื่อเป็นนานๆจะเกิดปอดแฟบจุดเล็กๆเป็นหย่อมๆ นอกจากนี้จะทำให้การขับเสมหะและสิ่งแปลกปลอมที่หายใจเข้าไปทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้ปอดติดเชื้ออักเสบได้บ่อย
  • การหยุดหายใจขณะหลับเป็นพักๆ อาจเกิดจากการที่กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจอ่อนแรงและฝ่อลีบ
  • การเกิดภาวะ Flat-back syndrome คือภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถยืนตรงๆได้ ซึ่งเกิดจากการที่ลำตัวเอนโค้งไปด้านหน้า (เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวอ่อนแรง) ร่วมกับอาการปวดกล้าม เนื้อเอวและขา

2. อาการปวดเจ็บกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อที่พบมีอาการได้บ่อยคือ กล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ขา สะโพก และเอว แต่กล้ามเนื้อที่มักมีอาการปวดรุนแรงคือ กล้ามเนื้อบริเวณขา ข้อมือ ศีรษะ และเอว

3. อาการอ่อนเพลียเมื่อยล้า เมื่อออกแรงใช้กล้ามเนื้อทำงานต่างๆจะเกิดอาการเมื่อยล้า รู้สึกเพลีย ซึ่งจะเป็นมากในช่วงบ่ายๆ และการนั่งพักหรือนอนพักจะช่วยลดอาการลงได้

          อนึ่ง อาการต่างๆเหล่านี้จะค่อยเป็นค่อยไปและจะปรากฏอยู่ได้นานตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี ผู้ ป่วยบางคนกล้ามเนื้ออาจฟื้นตัวได้ บางคนอาจมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง และบางคนอาจไม่หายเลยคือมีอาการไปตลอดชีวิต

การรักษาโรคโปลิโอ

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาจำเพาะต่อเชื้อโปลิโอ การรักษาหลักคือ การรักษาแบบประคับ ประคองตามอาการได้แก่

1. การให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด และหากกล้ามเนื้อแขนขาหรือลำตัวมีการอ่อนแรงจนผู้ป่วยไม่สามารถขยับได้ ก็จับพลิกตัวยกแขนขาบ่อยๆเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ การใช้เครื่องช่วยหายใจหากผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบากหรือระบบการหายใจล้มเหลว การให้สารน้ำและยากระตุ้นหลอดเลือดหากระบบการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว การใส่สายปัสสาวะหากปัสสาวะลำบาก และการให้ยาระบาย/ยาแก้ท้องผูก หรือสวนทวารหนักหากอุจาระไม่ออก/ท้อง ผูกมาก เป็นต้น

2. สำหรับผู้ป่วยกลุ่มอาการหลังเกิดโรคโปลิโอ (Postpolio syndrome) การรักษาหลักจะเน้นการกายภาพบำบัดได้แก่ การใส่อุปกรณ์ช่วยยึดลำตัว อุปกรณ์ช่วยในการเดิน อุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันข้อบิดผิดรูป อาจใช้การผ่าตัดช่วยหรือการออกกำลังกายชนิดที่เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยที่จะต้องได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเท่านั้น เพราะการออกกำลังกายที่ผิดรูปแบบหรือที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าเกินไปจะส่งผลเสียมากกว่าเกิดผลดี การฝึกพูดและฝึกกลืนในผู้ป่วยที่มีปัญหา การใช้เครื่องช่วยหายใจขณะหลับหากผู้ป่วยมีปัญหาหยุดหายใจขณะหลับ รวมทั้งการดูแลทางด้านอารมณ์จิตใจร่วมด้วย

3. มีการศึกษาพบว่ายาบางอย่างอาจช่วยลดอาการของผู้ป่วยที่เกิดกลุ่มอาการหลังเกิดโรคโปลิโอ (Postpolio syndrome) ได้เช่น ยาที่เป็นสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ (Antibody หรือสาร Immunoglobulin) หรือยา Pyridostigmine (ยากระตุ้นการทำงานของประสาทอัตโนมัติ) และยา Lamotrigine (ยาควบคุมการชักในโรคลมชัก) แต่ยังต้องรอการรับ รองจากสถาบันทางการแพทย์ว่ายาได้ประโยชน์จริงต่อไป

การป้องกันโรคโปลิโอ 

วิธีการการป้องกันโรคโปลิโอที่ดีที่สุดคือการรับฉีดวัคซีนป้องกัน และหยอดวัคซีนกระตุ้นซ้ำจนครบกำหนด และปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติดังนี้

  1. การปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ถูกต้อง ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร การขับถ่ายให้ถูกสุขลักษณะ
  2. การรับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ (IPV, OPV) โดยแพทย์กำหนดให้รับวัคซีนทั้งสิ้น 5 ครั้งเมื่อมีอายุครบ 2, 4, 6, และ 18 เดือน และรับวัคซีนกระตุ้นครั้งสุดท้ายเมื่อมีอายุครบ 4 ปี

วัคซีนสำหรับป้องกันโรคโปลิโอถูกผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2498 โดย Dr. Jonas Salk แพทย์ชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดฉีดแต่มีประสิทธิภาพไม่ดีนัก ในปี พ.ศ. 2504 ได้มีการค้นพบวัคซีนชนิดรับประทานซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า จึงได้ใช้กันอย่างแพร่หลายทำให้อุบัติการณ์การเกิดโรคโปลิโอลดลงอย่างมาก โดยในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี พศ. 2522 ก็ไม่พบรายงานผู้ป่วยใหม่อีก จนกระทั่งในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2540 เล็กน้อยได้พบมีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้น 8 – 10 รายต่อปี ซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสโปลิโอที่อยู่ในวัคซีนชนิดรับประทาน ตั้งแต่นั้นมาทางประเทศสหรัฐอเมริกาจึงได้เปลี่ยนมาใช้วัคซีนชนิดฉีดที่ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ให้มีประสิทธิภาพกว่าวัคซีนชนิดฉีดรุ่นดั้งเดิม และนำมาทดแทนที่วัคซีนชนิดรับประทาน ดัง นั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ก็ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ในสหรัฐอเมริกาอีกเลย

วัคซีนที่ใช้อยู่ในประเทศไทยมีทั้งในรูปแบบฉีด และรูปแบบรับประทาน

  1. วัคซีนรูปแบบฉีด ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนมาแล้ว หากในอนาคตเกิดได้รับเชื้อโปลิโอ เชื้อจะลงสู่ลำไส้และเจริญเติบโตได้ แต่จะไม่สามารถลุกลามจากลำไส้เข้าสู่ร่างกายจึงไม่ทำให้เกิดอาการต่างๆของโรคโปลิโอ แต่ยังสามารถขับถ่ายเชื้อที่อยู่ในลำไส้แพร่สู่ผู้อื่นได้ต่อไป จึงไม่เหมาะกับประเทศที่ยังมีการระบาดของโรคโปลิโอแต่เหมาะสำหรับประเทศที่ปลอดโรคมานาน และมีการดูแลเรื่องสุขอนามัยที่ดี
  2. วัคซีนรูปแบบรับประทาน ผู้ที่เคยกินวัคซีนมาแล้ว หากในอนาคตเกิดได้รับเชื้อโปลิโอจะสามารถป้องกันไม่ให้เชื้อเจริญเติบโตในลำไส้ได้ จึงเหมาะสำหรับการป้องกันการแพร่กระจายของโรคโดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีการระบาดของโรคหรือยังมีการรายงานว่ายังมีโรค และการดูแลเรื่องสุขอนามัยยังไม่ดี อีกทั้งวัคซีนในรูปแบบรับประทานนี้มีราคาถูกกว่าแบบฉีด และสะดวกในการให้กับเด็ก แต่ก็มีผลข้างเคียงที่น่ากลัวคือ อาจเป็นตัวทำให้เกิดโรคโปลิโอ ขึ้นมาเองก็ได้เรียกว่า “Vaccine-associated paralytic poliomyelitis (VAPP)” โดยจะทำให้เกิดอาการเหมือนผู้ป่วยกลุ่มมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง Paralytic poliomyelitis โอกาสที่วัคซีนจะทำให้เป็นโรคโปลิโอเกิดขึ้นได้ประมาณ 1 คนใน 5 ล้านคนที่ได้รับวัคซีน แต่ถ้าผู้ได้รับวัคซีนมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่องจะมีโอกาสเกิดมากกว่าคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคปกติประมาณ 2,000 เท่า

สำหรับประเทศไทย องค์การอนามัยโลก (WHO: World Health Organization) ได้ประกาศรับรองเมิ่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557 ให้เป็นประเทศที่ปลอดโรคโปลิโอแล้วโดยไทยเป็น 1 ใน 11 ประเทศในภูมิภาคเอเซียที่ได้รับประกาศนียบัตรรับรองครั้งนี้ ซึ่งอีก 10 ประเทศได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน เกาหลีเหนือ อินเดีย อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา และติมอร์-เลสเต ทั้งนี้ประเทศไทยพบผู้ป่วยโปลิโอรายสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2540 ที่จังหวัดเลย แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขไทยก็ยังคงทุกมาตรการในการควบคุมโรคนี้ให้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป และตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2566 เป็นต้นไป มีการปรับสูตรวัคซีนป้องกันโปลิโอเป็นสูตรใหม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

บรรณานุกรม

  1. โปลิโอ – ไวรัสโปลิโอ dkhthailand.com
  2. โปลิโอ (Polio) medparkhospital.com/disease-and-treatment/polio